Browsed by
Category: BLOG

เกร็ดน่ารู้ของ “เห็ดไมตาเกะ” ราชาแห่งเห็ดเพื่อสุขภาพที่ดีของคนญี่ปุ่น

เกร็ดน่ารู้ของ “เห็ดไมตาเกะ” ราชาแห่งเห็ดเพื่อสุขภาพที่ดีของคนญี่ปุ่น

เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงแห่งการมีความสุขกับผลผลิตเกษตรอร่อยหลากหลาย หนึ่งในอาหารที่อร่อยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นคือ เห็ด วันนี้มารู้เกร็ดน่ารู้ของเห็ดไมตาเกะ เห็ดที่คนญี่ปุ่นให้ฉายาว่าราชาแห่งเห็ดกันนะคะ

เห็ดไมตาเกะกับคุณค่าในการเป็นยาทางธรรมชาติ

ไมตาเกะเป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยโพลีแซ็คคาไรด์ (Polysaccharide) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและไขมันอุดตันในเส้นเลือด เบต้า กลูแคน (Beta glucan) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง และต้านการอักเสบ  เออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) ซึ่งเป็นคอสเตอรอลที่พบในธรรมชาติที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ไมตาเกะยังอุดมไปด้วย เส้นใยอาหารและวิตามินอีกหลายชนิด เช่น วิตามินบี และวิตามินดี เป็นต้น

ตัวช่วนที่ดีของการลดน้ำหนัก

เห็ดไมตาเกะเป็นเห็ดอร่อยที่สามารถนำไปปรุงอาหารให้อร่อยกับวัตถุดิบใด ๆ ก็ได้ ไมตาเกะ 100 กรัม มีแคลอรี่เพียง 16 กิโลแคลอรี่ และมีไฟเบอร์สูง จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลดและควบคุมน้ำหนัก เมื่อรับประทานเข้าไปไฟเบอร์ในเห็ดจะดูดซึมความชื้น ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนาน นอกจากนี้เห็ดไมตาเกะยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยเสริมการสลายตัวของคอเลสเตอรอลและไขมันในร่างกาย รวมถึงช่วยลดการดูดซึมไขมันจากอาหารเข้าสู่ร่างกายด้วย

ช่วยป้องกันและต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ไมตาเกะเป็นเห็ดเพียงชนิดเดียวที่ประกอบด้วย MD-fraction ซึ่งเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกายที่มีคุณสมบัติในการทำลายเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง

อุดมไปด้วยเอนไซม์เอนโดเปปติเดส

เอนไซม์เอนโดเปปติเดสซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายโปรตีน คนญี่ปุ่นจะนำเห็ดไมตาเกะมาทุบพอแหลกแล้วจึงนำมาหมักเนื้อประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนนำมาย่างหรืออบ เนื้อที่ผ่านการหมักด้วยไมตาเกะจะนุ่มอร่อยรับประทานง่าย

 

วิธีการที่ถูกต้องในการรับประทานเห็ดไมตาเกะให้ได้ประโยชน์สูงสุด

วิธีการนำเห็ดไมตาเกะมารับประทานให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือ ไม่ควรล้างเห็ด เพราะสารอาหารสำคัญหลายอย่างจะละลายไปกับน้ำ หากต้องการทำความสะอาดเพียงนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดเห็ด ก่อนนำไปปรุงเป็นอาหาร ทั้งนี้แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายแต่การรับประทานเห็ดไมตาเกะในปริมาณที่มากเกินไปในครั้งเดียวอาจก่อให้เกิดโทษต่อกระเพาะอาหารได้ ปริมาณที่ควรรับประทานต่อวันคือ 30-50 กรัม และควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน

วิธีการนำมารับประทาน

การนำเห็ดไมตาเกะมารับประทานนั้นมีหลากหลาย ทั้งซุปใส่ในมิโสะ นำไปย่าง ต้ม ผัด และทำเทมปุระ

เทมปุระเห็ดไมตาเกะ
โซบะในน้ำซุปใส่เห็ดไมตาเกะ
เห็ดไมตาเกะย่าง

แม้ว่าเห็ดไมตาเกะจะอร่อยที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ในญี่ปุ่นสามารถหารับประทานได้ตลอดทั้งปี ด้วยราคาที่ถูกแต่มีประโยชน์ล้น เห็ดไมตาเกะจึงเป็นหนึ่งในความลับของการมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนของคนญี่ปุ่นค่ะ      สล็อตเว็บตรง

ผลออกมาผิดคาด! ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นกับการทดลองเจาะขนมพุดดิ้งในลูกโป่ง

ผลออกมาผิดคาด! ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นกับการทดลองเจาะขนมพุดดิ้งในลูกโป่ง

แม้ว่าจะไม่ใช่ขนมที่มีต้นกำเนิดในญี่ปุ่น แต่พุดดิ้งก็เป็นหนึ่งในขนมหวานยอดนิยมที่อยู่คู่ญี่ปุ่นมานานแล้ว ที่จริงพุดดิ้งคืออาหารจากซีกโลกฝั่งตะวันตก และเป็นอาหารเก่าแก่ที่นำมาประยุกต์ได้ทั้งสำรับคาวและหวาน โดยคำว่า พุดดิ้ง (pudding) มาจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษโบราณคือ puduc แปลว่าบวม พอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของขนมพุดดิ้ง

ตำนานเรื่องหนึ่งของพุดดิ้งก็คือ ในยุคล่าอาณานิคมที่เหล่านักเดินทางต้องใช้ชีวิตกลางมหาสมุทร คนครัวในเรือรบอังกฤษจึงคิดหาสูตรอาหารง่ายๆ โดยอาศัยวัตถุดิบที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์อย่าง แป้งสาลี เศษขนมปัง และไข่ จากนั้นก็นำไปอบ จนได้อีกหนึ่งเมนูที่อิ่มและอร่อย

เมื่อพุดดิ้งข้ามทวีปมาถึงญี่ปุ่น หน้าตาของมันก็เปลี่ยนไปตามสไตล์พ่อครัวแม่ครัวฝั่งเอเชีย กลายเป็นขนมหวานที่มีหน้าตาเป็นคัสตาร์ดพุดดิ้ง โดยมีศัพท์เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า พูริง (purin) ซึ่งเป็นขนมหวานที่ถูกใจหลายต่อหลายคน และมีวางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปด้วย

เมื่อผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นทดลองเจาะขนมพุดดิ้งในลูกโป่ง

ส่วนเรื่องของพุดดิ้งที่ถูกนำมาแชร์ลงทวิตเตอร์จนทำให้มียอดคนเปิดดูถึงสองล้านหนึ่งแสนคนด้วยความสนุกสนาน มาจากผู้ใช้ทวิตเตอร์นามว่า เดโกชิ (@Degochiyakuri) ซึ่งเขาได้บันทึกภาพไว้เป็นวิดีโอในแบบสโลว์โมชั่นอีกต่างหาก

เรื่องมีอยู่ว่า คุณเดโกชิไปช็อปปิ้งที่ร้านชำ Costco แล้วก็ซื้อขนมพุดดิ้งสีขาวที่ผลิตโดยฟาร์มนมแห่งหนึ่ง ชื่อ Bocca no shiroi purin ซึ่งออกแบบมาอย่างน่ารักด้วยการบรรจุขนมไว้ในลูกโป่งใบเล็กๆ

ขออธิบายก่อนว่าวิธีรับประทานเจ้าพุดดิ้งในลูกโป่งนี้ คุณต้องใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปที่ผิวลูกโป่งเพื่อให้มันแตกออก พอลูกโป่งแตกแล้ว คุณก็จะได้เห็นหน้าตาของขนมที่อยู่ภายใน ซึ่งหากแช่เย็นมานานสักหน่อย บางก้อนก็กลมแข็งดี แต่หากออกมานอกตู้เย็นนาน ๆ พูริงบางก้อนก็อาจจะเริ่มอ่อนตัว มีลักษณะเหลว ขึ้นกับว่าใครชอบแบบไหน

แน่นอนว่าคุณเดโกชิตั้งความหวังไว้แล้วว่าเขาจะต้องเห็นภาพลูกโป่งระเบิดพร้อมกับโฉมหน้าขนมพุดดิ้ง เขาจึงตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ตั้งแต่ต้น ปรากฏว่าสิ่งที่เซอร์ไพรส์คุณเดโกชิกลับไม่ใช่พุดดิ้งที่อยู่ด้านใน เพราะว่า…

 

ไม้จิ้มฟันดันหักเสียอย่างนั้น!

เมื่อชมภาพในวิดีโอที่เขาแชร์ให้ดู ทุกคนจะได้เห็นว่าลูกโป่งใบนี้มันทนทายาดจริงๆ ขนาดใช้ไม้จิ้มฟันแหลมๆ เล็งจิ้มอย่างดีก็ยังพลาด ทั้งยังลื่นด้วย และช็อตเด็ดก็คือกดปลายไม้ลงไปกะว่าลูกโป่งแตกแน่ แต่กลับกลายเป็นว่าไม้จิ้มฟันหัก…

ผู้ชมจะได้เห็นภาพขนมพุดดิ้งในลูกโป่งกระโดดเด้งดึ๋งชอบอกชอบใจ ไม่ถูกหม่ำง่ายๆ ภาพนี้ทำให้คุณเดโกชิขำจนต้องหัวเราะออกมากับเรื่องราวที่พลิกผัน แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงตั้งใจใช้ปลายไม้เจาะลูกโป่งเพื่อจะเห็นมันระเบิดให้ได้

 

แต่เขาก็ต้องผิดหวังอีกครั้ง เพราะสุดท้ายแล้ว…ลูกโป่งไม่ยอมระเบิดสมใจ แต่มันค่อยๆ แตก คุณเดโชกิเขียนในทวิตเตอร์ว่า “ขนาดตอนสุดท้ายที่มันแตก มันยังไม่เป็นไปอย่างที่ผมคิดไว้เลย ผมว่าชีวิตเรามันก็ไม่ได้แฟร์เสมอไป”

ถ้าเพื่อนๆ อยากลองพิสูจน์ความทนทานของเจ้า Bocca no shiroi purin ไปญี่ปุ่นครั้งหน้าลองแวะซื้อที่ร้าน Costco กันได้เลยค่ะ        สล็อตเว็บตรง

ลิ้มรสพุดดิ้งแบบต้นฉบับดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ร้าน “Purin ni Koi shite” ในย่านอิเคะบุคุโระ

ลิ้มรสพุดดิ้งแบบต้นฉบับดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ร้าน “Purin ni Koi shite” ในย่านอิเคะบุคุโระ

ร้าน Purin ni Koi shite หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ตกหลุมรักพุดดิ้ง เป็นร้านพุดดิ้งแบบต้นฉบับดั้งเดิมของญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซ็ปท์ “พุดดิ้งจากร้านคาเฟ่ญี่ปุ่นสไตล์คลาสสิกแสนอร่อยที่คุณจะตกหลุมรัก” ร้านนี้เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 ที่ศูนย์การค้า Esola ในย่านอิเคะบุคุโระ กรุงโตเกียว ร้านนี้สำหรับซื้อกลับบ้านโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับสถานการณ์ในช่วงนี้ด้วยค่ะ

พุดดิ้งที่กินแล้วจะตกหลุมรัก

 

พุดดิ้งของร้านนี้เอาใจใส่ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงกรรมวิธี โดยไข่ที่ใช้มาจากจังหวัดโทชิงิ นมเป็นนมเข้มข้นจากฮอกไกโด ส่วนวิปปิ้งครีมก็มาจากฮอกไกโดเช่นกัน พุดดิ้งที่นำออกขายในร้านนั้นทำสด ๆ กันหลังร้าน พนักงานจะเอาพุดดิ้งออกมาจากแม่พิมพ์อย่างพิถีพิถันทีละอัน แล้วส่งถึงมือลูกค้า พุดดิ้งแบบดั้งเดิมนี่ต้องราดคาราเมลด้วยนะคะ เข้ากันอย่างดีเลยล่ะค่ะ

พุดดิ้งแบบต้นฉบับดั้งเดิม

 

เมนูแนะนำของที่นี่ก็คงหนีไม่พ้นพุดดิ้งแบบต้นฉบับดั้งเดิม ซึ่งมีทั้งหมด 3 ขนาดด้วยกัน ได้แก่ ขนาดปกติ ขนาดใหญ่กว่าปกติ 2 เท่า และขนาดใหญ่กว่าปกติ 5 เท่า โอโห้ ขนาดใหญ่สุดนี่ ไม่รู้ทานกันได้กี่คนนะคะเนี่ย ผู้เขียนว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ นี่ ขนาดปกติก็น่าจะอิ่มแล้วล่ะค่ะ

เค้กพุดดิ้ง

 

นอกจากเมนูพุดดิ้งแล้ว ก็ยังมีเมนูประยุกต์ที่ต้องจองเท่านั้น นั่นก็คือเค้กพุดดิ้งที่เอาพุดดิ้งของทางร้านมาวางบนสปอนจ์เค้กรสช็อกโกแลต ราดด้วยคาราเมลสูตรของทางร้านและวิปปิ้งครีม อยากบอกว่าเมนูนี้เต็มปากเต็มคำสุด ๆ หรือใครอยากจะวางผลไม้ลงไปเพิ่มเพื่อความสวยงาม ก็สามารถสั่งกับทางร้านได้นะคะ

พุดดิ้งลื่นลิ้น

 

สำหรับคนที่ชอบพุดดิ้งแบบนิ่ม ๆ ลื่นคอต้องชอบเมนูนี้ค่ะ พุดดิ้งแบบนิ่มลื่นลิ้นมีทั้งหมด 5 รสชาติด้วยกัน ได้แก่ พุดดิ้งแบบเพลนซึ่งจะเป็นพุดดิ้งรสชาติเดียวกันทั้งอัน พุดดิ้งช็อกโกแลตซึ่งใช้ช็อกโกแลตจากเบลเยียม พุดดิ้งเมลอนโซดาซึ่งเอาเยลลี่ที่ใส่น้ำเมลอนลงไปจริง ๆ มาประกบคู่กับพุดดิ้งเป็นสองชั้น พุดดิ้งสตรอเบอร์รี่ที่เอาเยลลี่สตรอเบอร์รี่ทำจากน้ำสตรอเบอร์รี่แท้มาคู่กับพุดดิ้ง และสุดท้ายพุดดิ้งกาแฟที่ใช้เยลลี่กาแฟถ่านที่ดริปกันสด ๆ ในร้าน เมนูพุดดิ้งลื่นลิ้นนี้นอกจากจะเพลิดเพลินกับรสชาติและรสสัมผัสแล้ว หน้าตายังน่าทาน เหมาะสำหรับเป็นของฝากด้วยค่ะ

รายละเอียดร้าน Purin ni Koi shite สาขา Esola Ikebukuro  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

สถานที่ Esola Ikebukuro ชั้น B1
เบอร์โทรศัพท์ 03-3590-6051
เวลาเปิดปิด 10:30-21:30

“เอกิเบ็น” ข้าวกล่องสถานีรถไฟญี่ปุ่นที่ต้องลิ้มลองระหว่างการเดินทาง!

“เอกิเบ็น” ข้าวกล่องสถานีรถไฟญี่ปุ่นที่ต้องลิ้มลองระหว่างการเดินทาง!

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น JR Times by JR East ก็เป็นเว็บหนึ่งที่เหมาะกับการทำการบ้านเพื่อเตรียมทริปลุยญี่ปุ่นค่ะ โดย JR Times by JR East เป็นเว็บไซต์ที่รวมทุกบทความเกี่ยวกับรถไฟที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ ซึ่งรวมถึงบทความรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ ห้ามพลาดที่สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟ JR East อีกมากมาย!

ในบทความนี้ เราจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับข้าวกล่องรถไฟหรือ “เอกิเบ็น” จากบทรีวิวโดยคุณ Nazrul Buang ชาวสิงคโปร์ผู้เชี่ยวชาญและช่ำชองด้านการท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี! คุณ Nazrul จะพาเราไปตามล่าหาข้าวกล่องรถไฟหรือ “เอกิเบ็น” ที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเอกิเบ็นบางกล่องก็หาจากที่อื่นไม่ได้นอกจากตามสถานีรถไฟหรือบนรถไฟเท่านั้น!

เอกิเบ็นคืออะไร?

ภาชนะใส่เอกิเบ็นแบบต่างๆ (เครดิตรูปภาพ: Ekiben Museum)

เอกิเบ็น (駅弁) ที่แปลว่า ข้าวกล่องสถานีรถไฟ เป็นสิ่งที่มีแค่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้นเลยก็ว่าได้ และก็เลยดึงดูดความสนใจของคนทั่วโลกอย่างมากทีเดียว เอกิเบ็นส่วนใหญ่จะแตกต่างจากข้าวกล่องทั่วไปที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ เพราะจะมีจำหน่ายในสถานีรถไฟเท่านั้น และบางทีก็วางจำหน่ายที่ เอกิเบ็นยะ (駅弁屋 ร้านข้าวกล่องสถานีรถไฟ) ที่ชานชาลาหรือแม้กระทั่งบนรถไฟเพื่อให้ผู้โดยสารที่เดินทางไกลๆ ได้กินรองท้องระหว่างทาง ญี่ปุ่นไม่เหมือนกับบางประเทศตรงที่เราสามารถทานอาหารบนรถไฟได้แบบไม่มีปัญหา ผู้โดยสารจึงสามารถรับประทานข้าวกล่องในระหว่างการเดินทางโดยรถไฟได้

กำเนิดเอกิเบ็น

การขายเอกิเบ็นที่สถานีโยโคคาวะในอดีต (เครดิตรูปภาพ: おぎのや)

เอกิเบ็นถือกำเนิดขึ้นในสมัยเดียวกับที่ญี่ปุ่นเริ่มพัฒนารางรถไฟสายแรกขึ้นมา โดยกระแสความนิยมเอกิเบ็นเริ่มต้นขึ้นที่สถานีสถานีโยโคคาวะ ในจังหวัดกุนมะ สถานีนี้เคยเป็นสถานีกลางสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปคารุอิซาวะ บนทางรถไฟสายหลักชินเอ็ทสึ โดยจะต้องมีการเชื่อมต่อรถไฟกับหัวรถจักรดีเซลก่อนเพื่อให้รถวิ่งขึ้นเนินระหว่างโยโคคาวะกับคารุอิซาวะได้ ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลา เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า จึงมีเอกิเบ็นจำหน่ายให้ผู้โดยสารที่ชานชาลานี้นั่นเอง!

แม้ว่าคนทั่วไปจะเข้าใจว่าเอกิเบ็นก็คือข้าวกล่องที่ขายในสถานีรถไฟ แต่ว่าความจริงแล้วเอกิเบ็นมีความแตกต่างจากข้าวกล่องทั่วๆ ไปคือ กล่องและแพ็กเกจจิ้งหรือกระดาษที่ใช้ห่อจะดูโดดเด่นสะดุดตา และเดิมทีจะจำหน่ายในสถานีรถไฟบางแห่งเท่านั้น ทำให้คนท้องถิ่นจำนานมากมีความคิดที่ว่า “ถ้าจะไปสถานีนี้ละก็ ต้องลองเอกิเบ็นท้องถิ่นของที่นั่น!”

อีกความแตกต่างของเอกิเบ็นจากข้าวกล่องหรืออาหารทั่วไปก็คือจะรับประทานกันแบบเย็นๆ หรือที่อุณหภูมิห้องได้เลย เพราะมันถูกออกแบบมาให้รับประทานทั้งอย่างนั้นโดยไม่จำเป็นต้องนำไปอุ่นก่อน! ดังนั้นความท้าทายหลักในการเตรียมเอกิเบ็นก็คือจะทำให้มั่นใจว่าจะสามารถรับประทานแบบเย็นๆ ได้โดยไม่มีผลต่อรสชาติโดยรวมได้อย่างไร

เอกิเบ็นของแต่ละภูมิภาค

แผนที่เอกิเบ็นที่มีชื่อเสียงจากทั่วญี่ปุ่น (เครดิตรูปภาพ: Google Maps/Ekiben Museum/JR East)

แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของเอกิเบ็นเลยก็คือ การช่วยให้ของดีประจำท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักมากขึ้น ญี่ปุ่นเป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยน่าทึ่งมากมาย และเอกิเบ็นก็คือสิ่งที่แสดงให้เห็นของดีประจำแต่ละภูมิภาคได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ผลิตเอกิเบ็นเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่บ่งบอกถึงรสชาติอันมีเอกลักษณ์ในพื้นที่นั้นๆ นั่นเอง ผมจะขอแนะนำเอกิเบ็นที่มีชื่อเสียงส่วนหนึ่งโดยแบ่งตามภูมิภาคของรถไฟ JR ดังนี้

พื้นที่ JR Hokkaido (JR北海道)

คาคิเมชิ (かきめし)
สถานีหลัก: สถานี Akkeshi (厚岸駅)
ราคา: ~1,080 เยน

คาคิเมชิ (เครดิตรูปภาพ: Ekiben Museum)

เรามาเริ่มกันที่ภาคเหนือที่จังหวัดฮอกไกโด ในเมืองอัคเคชิ ที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกสุดของจังหวัด คาคิเมชิ เป็นข้าวที่หุงในซุปหอยนางรม โรยด้วยสาหร่ายฮิจิกิ และท็อปปิ้งด้วยหอยนางรม และอื่นๆ อีกมากมาย เปิดตัวในปี 1960 และได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากรสชาติที่เข้มข้นและรสสัมผัสที่โดดเด่น วางจำหน่ายที่สถานี Akkeshi  บนทางรถไฟสาย Nemuro Line ในจังหวัดฮอกไกโด

พื้นที่ JR East (JR東日本)

กิวตันเบ็นโตะ (牛タン弁当)
สถานีหลัก: สถานี Sendai (仙台駅)
ราคา: ~1,100 เยน

กิวตันเบ็นโตะ (เครดิตรูปภาพ: Ekiben Museum)

เมื่อพูดถึงเซ็นได เมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดมิยางิแล้ว ผู้คนก็มักจะนึกถึงกิวตัน (牛タン) หรือลิ้นวัวย่าง อาหารเลิศรสและสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นเซ็นไดได้ดี เอกิเบ็นของเมืองนี้จึงมีกิวตันมาเป็นไฮไลท์ไปโดยปริยาย

กิวตันเอกิเบ็นนี้เปิดตัวในปี 1990 เป็นเอกิเบ็นที่เรียบง่าย มีแค่ลิ้นวัวย่างถ่าน 5-6 ชิ้นวางบนข้าว กับผักดองนิดหน่อยเป็นเครื่องเคียง แต่การได้รับประทานเอกิเบ็นนี้ช่างเป็นประสบการณ์ที่แสนพิเศษ สามารถหาซื้อเอกิเบ็นนี้ได้ที่โทโฮคุชินคันเซ็น และห้างสรรพสินค้าชั้นนำบางแห่งในโตเกียว ถือเป็นเอกิเบ็นที่สร้างชื่อเสียงให้กับสถานี Sendai อย่างมาก

พื้นที่ JR Central (JR東海)

อินาริซูชิ (稲荷寿司)
สถานีหลัก: สถานี Toyohashi (豊橋駅)
ราคา: ~580 เยน

อินาริซูชิ (เครดิตรูปภาพ: Ekiben Museum)

อินาริซูชิ จัดว่าเป็นหนึ่งในซูชิที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด ทำจากเป็นข้าวผสมน้ำส้มสายชูห่อด้วยเต้าหู้ทอดที่เรียกว่า อะบุระอะเกะ (油揚げ) เราสามารถพบกับเอกิเบ็นที่เต็มไปด้วยอินาริซูชินี้ได้ในเมืองโทโยฮาชิ (豊橋)

คนที่ซื้อครั้งแรกอาจรู้สึกว่าเอกิเบ็นนี้ออกจะดูเรียบง่ายเกินไปสักหน่อย แต่อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกหลอกคุณได้ เพราะมีคนที่บอกว่าเอกิเบ็นนี้เป็นหนึ่งในเอกิเบ็นที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ถึงจะเรียบง่ายแต่ว่าลึกซึ้งนะ

พื้นที่ JR West (JR西日本)

ฮิปปาริดาโกะเมชิ (ひっぱりだこ飯)
สถานีหลัก: สถานี Nishi-Akashi (西明石駅)
ราคา: ~1,100 เยน

ฮิปปาริดาโกะเมชิ (เครดิตรูปภาพ: Ekiben Museum)

ที่สถานี Nishi-Akashi นักท่องเที่ยวจะพบกับเอกิเบ็นชนิดพิเศษที่มีชื่อว่า ฮิปปาริดาโกะเมชิ เอกิเบ็นนี้เปิดตัวในปี 1998 เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดสะพานอาคาชิไคเคียว แต่หลังจากนั้นข้าวกล่องนี้ก็ได้รับการยอมรับในระดับประเทศเลยทีเดียว

เอกิเบ็นนี้มาในภาชนะเครื่องปั้นดินเผาสีน้ำตาลที่มีรูปร่างเหมือนกับดักปลาหมึกแบบดั้งเดิม ข้างในเป็นข้าวที่ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว โดยมีปลาหมึกอากาชิตุ๋น ซูริมิเทมปุระ หน่อไม้ ปลาไหลคองเกอร์ เห็ดมัตสึทาเกะ แครอท และอื่นๆ อีกมากมายโปะอยู่ด้านบน เป็นเอกิเบ็นที่ได้รับรางวัล ‘Ekiben Master’ ในปี 2004

พื้นที่ JR Shikoku (JR四国)

เซโตะ โนะ โอชิซูชิ (瀬戸の押寿司)
สถานีหลัก: สถานี Imabari (今治駅)
ราคา: ~1,400 เยน

เซโตะ โนะ โอชิซูชิรูปแบบหนึ่ง (เครดิตรูปภาพ: Ekiben Museum)

เซโตะ โนะ โอชิซูชิ เป็นเอกิเบ็นเรียบง่ายแต่ประณีตที่มีหน้าตาสวยดึงดูดสายตาและรสชาติที่น่าทึ่ง มาในภาชนะไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ข้าวผสมน้ำส้มสายชู ใบไผ่ และปลากระพงที่จับได้สดๆ จากทะเลเซโตะใน (瀬戸内海) ที่อยู่ใกล้ๆ (*โอชิซูชิ เป็นซูชิชนิดพิเศษที่ทำโดยการกดข้าวปั้นซูชิและส่วนผสมอื่นๆ ลงในกล่องหรือแม่พิมพ์)

พื้นที่ JR Kyushu (JR九州)

อาริตะยากิคาเร (有田焼カレー)
สถานีหลัก: สถานี Arita (有田駅)
ราคา: ~1,890 เยน

อาริตะยากิคาเร (เครดิตรูปภาพ: Ekiben Museum)

คุณอาจคุ้นเคยกับแกงกะหรี่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่เคยได้ยินเอกิเบ็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นหรือเปล่า? ที่สถานีอาริตะในจังหวัดซากะ (佐賀県) คุณสามารถลิ้มลองแกงอาริตะยากิสูตรพิเศษที่ใส่มาในภาชนะกระเบื้องเคลือบ พร้อมด้วยข้าวแกงเผ็ดกับเนื้อสับได้

 

อาริตะยากิคาเรเปิดตัวในปี 2007 และได้รางวัลที่ 1 ในงาน Kyushu Ekiben Ranking ครั้งที่ 7 เมื่อปี 2010 เอกิเบ็นนี้มีชื่อเสียงในหมู่คนรักเอกิเบ็นจากดีไซน์ที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรวมกับเครื่องชามกระเบื้องเคลือบอาริตะด้วย

โลกของเอกิเบ็นยังมีอีกมากให้คุณค้นหา!

เอกิเบ็นนั้นมีหลากหลายรูปแบบและมีเอกิเบ็นใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ทุกปี ทำให้ผู้คนต่างอยากที่จะค้นหาเอกิเบ็นใหม่ๆ อยู่เสมอ เอกิเบ็นทุกกล่องเต็มไปด้วยเสน่ห์อันงดงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และเนื่องจากเราสามารถรับประทานอาหารบนรถไฟญี่ปุ่นได้ ข้าวกล่องเหล่านี้จึงเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุดเลย มาร่วมสร้างความทรงจำอันแสนวิเศษไปกับเอกิเบ็นที่น่าตื่นตาตื่นใจจากทั่วประเทศญี่ปุ่นกันเถอะ!

สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่จุใจ ก็สามารถตามไปดูเอกิเบ็นอื่นๆ อีกกว่า 20 กล่องที่คุณ Nazrul คัดสรรมาให้แล้วว่าเด็ดจริงและควรค่าแก่การลิ้มลองได้ที่ “ตามล่าหา “เอกิเบ็น” ข้าวกล่องรถไฟของญี่ปุ่น” บทความโดยคุณ Nazrul Buang จากเว็บ JR TIMES by JR-EAST หรือคลิกที่ภาพด้านล่างแล้วไปสนุกกันต่อได้เลย    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

รวมนาเบะชื่อดังประจำภูมิภาคในญี่ปุ่น ถ้าไปแล้วต้องลอง!!

รวมนาเบะชื่อดังประจำภูมิภาคในญี่ปุ่น ถ้าไปแล้วต้องลอง!!

ในวันที่อากาศหนาว เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมว่าคนญี่ปุ่นเขานิยมทานอะไรกัน? หากใครนึกไม่ออกวันนี้เราขอนำเสนอเมนูสุดฮิตที่คนญี่ปุ่นเขาทานกันในฤดูหนาว คือ “หม้อไฟ หรือ นาเบะ (鍋)” นั่นเอง แต่ว่านาเบะมีตั้งหลายประเภท ทางเราเลยรวบรวมนาเบะชื่อดังประจำภูมิภาคในญี่ปุ่นมาไว้ในบทความนี้แล้วครับ

1. อิชิคาริ นาเบะ (石狩鍋)

 

อิชิคารินาเบะ เป็นอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อของภูมิภาคฮอกไกโด เดิมทีเป็นอาหารที่ชาวประมงในเมืองอิชิคาริทานกัน แต่ปัจจุบันกลายเป็นอาหารจานหลักประจำบ้านไปแล้ว ด้วยว่าเป็นเมืองที่ตกปลาแซลมอนได้มากมาตั้งแต่สมัยเอโดะ และกลายเป็นเมืองที่ได้รับความสนในใจในฐานะ “อุตสาหกรรมการประมงของฮอกไกโด” นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงมาที่นี่เพื่อดูการจับปลาและทานอิชิคารินาเบะกัน วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการทำก็จะมี แซลมอน กะหล่ำปลี หัวไชเท้า และมิโซะ

2. คิริตันโปะ นาเบะ (きりたんぽ鍋)

 

คิริตันโปะนาเบะ เป็นอาหารขึ้นชื่อของภูมิภาคโทโฮคุ มีต้นกำเนิดมาจากเมืองคะสึโนะทางตอนเหนือของจังหวัดอาคิตะ จุดเด่นก็คือตัว “คิริตันโปะ” ซึ่งทำมาจากข้าวที่บดแล้วนำมาพันกับไม้ มักจะทานในช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว และช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ในหม้อไฟประกอบไปด้วย น้ำซุปไก่ หัวหอม เห็ด และที่ขาดไม่ได้ก็คือ คิริตันโปะ

 

คิริทันโปะ เป็นอาหารที่นักล่าหมีในฤดูหนาวมักพกติดตัวไว้ทานตอนไปล่าหมี โดยการนำข้าวมาบดแล้วพันไว้กับไม้ จากนั้นนำไปย่างให้มีกลิ่นหอม

3. โดะโจ นาเบะ (どじょう鍋)

 

โดะโจ นาเบะ เป็นอาหารท้องถิ่นของภูมิภาคคันโตที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ มักจะทานในช่วงฤดูร้อน โดะโจ นาเบะ มีจุดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรสชาติที่เข้มข้น ราคาไม่แพง และเต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน โดยวัตถุดิบหลักที่ใช้คือ “ปลาหมู (ドジョウ)” ตบท้ายด้วยการโรยต้นหอมลงไปเยอะ ๆ ตอนทานเข้าไปจะรู้ได้ทันทีเลยว่าน้ำซุปมีกลิ่นหอมไม่เหม็นเขียว รสชาติอร่อยกลมกล่อมฟินสุด ๆ

นอกจากนี้ ในตัวปลายังมีสารอาหารอีกมากมาย เช่น แร่ธาตุ แคลเซียม และวิตามิน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการบรรเทาความเหนื่อยล้าจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นในฤดูร้อน

ปลาหมู (ドジョウ)

 

4. โฮโตะ (ほうとう)

 

โฮโตะ เป็นอาหารท้องถิ่นของภูมิภาคชูบุ จังหวัดยามานาชิ โฮโตะนั้นเป็นอาหารที่ทานง่าย ๆ โดยใส่ส่วนผสมที่หลากหลาย เช่น ฟักทอง มันฝรั่ง เห็ด ผักตามฤดูกาล และเนื้อสัตว์ เป็นต้น วิธีการทำก็คือ นำเส้นบะหมี่แบนเทลงไปในหม้อและเคี่ยวในน้ำซุปสไตล์ซุปมิโซะ ในสมัยก่อนว่ากันว่า “ชินเก็น ทาเคดะ” ขุนศึกเซ็นโงคุก็เคยทานอาหารชนิดนี้ในค่ายทหารเหมือนกัน ตอนทานเข้าไปจะสัมผัสถึงความเหนียวนุ่มของเส้นบะหมี่และกลิ่นน้ำซุปที่หอมเย้ายวนใจ

5. อะสึกะ นาเบะ (飛鳥鍋)

 

 

อะสึกะ นาเบะ เป็นอาหารท้องถิ่นของภูมิภาคคันไซ จังหวัดนารา ในหม้อไฟนี้มีวัตถุดิบหลักก็คือ ไก่ นม เห็ดหอม ผักกาดขาว เก๊กฮวย แครอท และหอมหัวใหญ่ เป็นต้น เมนูนี้มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยอะสึกะ ว่ากันว่ามีสารส่งมาถึงจังหวัดนาราจากราชวงศ์ถังของจีน เนื้อหาในสารนั้นเกี่ยวกับการมอบโคนมให้กับ “จักรพรรดิโคโตกุ” หลังจากนั้นโคนมก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้นในวัง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดื่มนมในญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันน้ำนมวัวก็มีราคาสูงมากจึงหันมาใช้นมแพะแทน และในช่วงต้นของยุคโชวะ “อะสุกะ นาเบะ” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยการใช้น้ำนมซึ่งเป็นผลผลิตในท้องถิ่น ปัจจุบันนี้ “อะสุกะ นาเบะ” กลายเป็นอาหารจากพิเศษที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนารา โดยสามารถหาทานได้ตลอดทั้งปี แต่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในฤดูหนาว เพราะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

6. คาคิโนะโดะเทะ นาเบะ (カキの土手鍋)

 

คาคิโนะโดะเทะ นาเบะ เป็นอาหารพื้นเมืองของภูมิภาคชูโกคุ จังหวัดฮิโรชิมา โดยมีต้นกำเนิดมาจากพ่อค้ารายหนึ่งที่ขายหอยนางรมในสมัยมุโรมาจิ ซึ่งตอนนั้นเองจังหวัดฮิโรชิมาเป็นจังหวัดที่มีการค้าขายหอยนางรมเป็นจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน วัตถุดิบในการทำได้แก่ หอยนางรม เต้าหู้ กะหล่ำปลีจีน และดอกเบญจมาศ ซึ่งไม่เหมือนกับนาเบะประเภทอื่นที่ใส่หมู ปลา ไก่ ฯลฯ รสชาติจะคล้าย ๆ ซุปมิโซะ คนส่วนมากนิยมทานกันในช่วงฤดูหนาว

7. อุจิโคะมิจิรุ (打ち込み汁)

 

อุจิโคะมิจิรุ เป็นอาหารจานด่วนของภูมิภาคชิโคคุ จังหวัดคางาวะ และมักจะทานกันในช่วงฤดูหนาวในวันที่อากาศเย็น ในหม้อซุปนั้นจะประกอบไปด้วย เส้นบะหมี่ที่ทำมาจากแป้ง หัวไชเท้า แครอท เผือก ผักตามฤดูกาล และเต้าหู้ทอด “อุจิโคะมิจิรุ” มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่ชนบทของจังหวัดคางาวะ และมีความคล้ายคลึงกับ “อุด้ง” เพราะว่าตัวเส้นทำด้วยมือเหมือนกัน

8. สะสึมะจิรุ (さつま汁)

 

สะสึมะจิรุ เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของจังหวัดคาโกชิม่าในภูมิภาคคิวชู “สะสึมะจิรุ” คือซุปมิโซะที่ทำมาจากไก่ ผู้คนมักจะทานกันในช่วงฤดูหนาวเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ตามคำบอกเล่ามีบันทึกกล่าวถึง “ซามูไรสะสึมะ” ว่ามีการฝึกสู้ไก่ชนกันเพื่อยกระดับฐานะซามูไรตั้งแต่สมัยเอโดะ ต่อมาแม้การนำไก่มาสู้กันจะถูกแบนไปแล้ว แต่ก็ยังมีการเลี้ยงไก่อยู่ตามบ้านเรือน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการนำไก่มาเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารจานนี้นั่นเอง ในหม้อน้ำซุปจะประกอบไปด้วย ไก่ เห็ดหอม บุก หญ้าเจ้าชู้ แครอท หัวไชเท้า เผือก มิโซะ และหัวหอม

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ “นาเบะชื่อดังประจำภูมิภาคในญี่ปุ่น” ทำเอาใครหลาย ๆ คนท้องร้องกันเลยใช่ไหมล่ะ สำหรับนาเบะที่เราแนะนำไปวันนี้ไม่ใช่แค่ทานไปแล้วให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเท่านั้น! แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่ช่วยบำรุงร่างกายทำให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย    สล็อตเว็บตรง

เย็นชื่นใจกับอีก 4 ร้านของหวานแนะนำในเกียวโตสำหรับฤดูร้อน!

เย็นชื่นใจกับอีก 4 ร้านของหวานแนะนำในเกียวโตสำหรับฤดูร้อน!

จากบทความ “เย็นชื่นใจกับ 4 ร้านอาหารแนะนำในเกียวโตสำหรับฤดูร้อน!” เราได้แนะนำร้านของคาวไปแล้ว ถึงเวลาของของหวานเย็นชื่นใจอีก 4 ร้านในเกียวโตรับฤดูร้อน สายหวานเชิญเลยค่าาา

Gion Tokuya

 

 

ร้านแรกคือ Gion Tokuya ในกิอง คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นย้อนยุคที่มีลิ่นอายและบรรยากาศแบบเกียวโตเมืองเก่าของเราแต่ก่อน หันหน้าไปทางถนนฮานามิโคจิยิ่งเพิ่มฟีลลิ่งได้ดีมาก ถ้าพูดถึงฤดูร้อนก็มีขนมมากมายที่ให้ความรู้สึกสดชื่น แต่ขนมยอดนิยมที่นี่คือวาราบิโมจิที่เย็นชื่นใจ เนื้อแป้งนุ่มราวกับจะละลายในปาก อย่าลืมราดน้ำผึ้งดำกับผงคินาโกะด้วยนะคะ หรือจะเป็นเมนูคุสุโมจิมัทฉะก็แนะนำเช่นกัน

Soirée

 

ร้านต่อมาคือ Soirée เสิร์ฟเครื่องดื่มซัวเรที่เหมาะกับฤดูร้อน ไม่ใช่แค่เย็นสดชื่นแต่ยังสีสันคัลเลอร์ฟูลอย่างกับมีอัญมนีอยู่ในแก้ว ทำให้จิตใจแจ่มใสในฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว โซดาซ่า ๆ หวานเล็กน้อยและเยลลี่หลากสี แต่ละสีก็มีรสชาติต่างกันไปทำให้ทานได้สนุกมากขึ้น พร้อมผลไม้ท็อปปิ้งด้านบน ทั้งสวยทั้งอร่อยทานได้เพลิน ๆ ฤดูร้อนนี่พลาดไม่ได้เลย

Tasuki in ShinPuhKan

 

 

 

อีก 1 ของหวานที่ขาดไม่ได้ในฤดูร้อนก็คือน้ำแข็งไสเย็น ๆ ร้านต่อมาคือ Tasuki in ShinPuhKan ที่มีน้ำแข็งไสชั้นเลิศหลากรสชาติ น้ำแข็งนุ่ม ๆ โปะมาแบบพูน ๆ นอกจากเมนูทั่วไปแล้วยังมีเมนูที่เปลี่ยนรายเดือนอีกด้วย ภายนอกของตัวร้านเป็นอาคารแบบเก่าสไตล์เกียวโต มีบรรยากาศที่สงบทำให้รู้สึกอยากใช้เวลาอยู่นาน ๆ เป็นร้านยอดนิยมที่คนแน่นมากแต่รับรองว่าคุ้มค่าการรอคอย ถือเป็นร้านน้ำแข็งไสที่เป็นตัวแทนของเกียวโตเลยทีเดียว

KEZURIHIYA

 

 

ร้านสุดท้ายคือ KEZURIHIYA ที่มีไอศกรีมเย็น ๆ เหมาะกับฤดูร้อน แต่เป็นไอศกรีมสไตล์ใหม่เรียกว่า กิองไอซ์ กำเนิดขึ้นในย่านกิอง มีรสสัมผัสนุ่นเนียนราวกับหิมะ น้ำแข็งจะทำจากนมและมีรสหวานเล็กน้อย เข้ากันได้ดีกับชาหอมกรุ่น แถมยังมีลวดลายน่ารัก ๆ ด้านบนจนไม่กล้ากิน เป็นไอศกรีมที่เพลิดเพลินได้ทั้งหน้าตาและรสชาติ แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

รู้จักกับ “อิโต-โยคะโด” ห้างญี่ปุ่นครบเครื่องที่นักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาด!

รู้จักกับ “อิโต-โยคะโด” ห้างญี่ปุ่นครบเครื่องที่นักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาด!

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากการ “เที่ยว” ให้สนุกแล้ว การ “ช้อป” ให้สนุกและได้ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาอย่างคุ้มค่าก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับนักเที่ยวอย่างเรา ๆ แต่การหาซื้อของทที่ลิสต์อาจทำให้เราต้องตระเวนไปร้านนั้นที ร้านนู้นที กว่าจะได้ของครบก็เสียเวลาเที่ยวและเวลาพักผ่อนไปมากมาย และความสนุกก็มีแต่จะลดลงไปด้วยว่าไหมคะ วันนี้ ANNGLE เลยจะมาแนะนำ “อิโต-โยคะโด” ห้างญี่ปุ่นที่รวมของฝากทุกอย่างไว้ในที่เดียวให้ได้รู้จักกัน ห้างนี้นอกจากจะถูกใจนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นห้างที่คนญี่ปุ่นนิยมมาจับจ่ายใช้สอยของใช้ชีวิตประจำวัน เพราะมีสินค้าครบครัน แถมราคาไม่แพงอีกต่างหาก พร้อมแล้วก็ตามมาดูกันเลย!

อิโต-โยคะโด

อิโต-โยคะโด (Ito-Yokado) เป็นห้างสรรพสินค้ากึ่งซุปเปอร์มาร์เก็ตของ Seven & i Holdings Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven นั่นเอง ปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศญี่ปุ่นมากถึง 160 สาขา (ข้อมูลเดือนสิงหาคม 2019) มีสินค้ามากมายทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และแน่นอนว่ามีสินค้าของบริษัทในเครือ Seven & i Holdings Co., Ltd. ทั้งหมด ตัวห้างแบ่งหมวดหมู่ของสินค้าตามชั้นต่าง ๆ เรามาดูกันว่าที่นี่มีอะไรขายบ้าง        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ซุปเปอร์มาร์เก็ต

เริ่มกันที่โซนของอร่อยก่อน ชั้นแรกนี้เป็นโซนซุปเปอร์มาร์เก็ตของอิโต-โยคะโด ซึ่งเป็นโซนที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เต็มไปด้วยของกินมากมายทั้งของสดและของแห้ง รวมไปถึงขนมของฝากต่าง ๆ ให้เลือกสรรกันจนลืมเวลา ใครอยากทานผลไม้ญี่ปุ่นตามฤดูกาล หรือหาซื้อข้าวกล่องติดมือกลับไปทานที่โรงแรม แวะมาที่นี่แล้วจะไม่ผิดหวัง

สินค้าพรีเมียมจาก 7-Eleven ก็มีขายที่นี่

เครื่องสำอางและยา

ถัดมาที่โซนโปรดของสาว ๆ กับโซนเครื่องสำอางและยา โซนนี้มีเครื่องสำอางแบรนด์ดังมากมาย รวมถึงสินค้าพิเศษ เช่น โฟมล้างหน้า SEKKISUI ที่เป็นสินค้าของแบรนด์ KOSÉ ร่วมกับ Seven & i Holdings ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะที่นี่ นอกจากเครื่องสำอางแล้วก็ยังมีของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู รวมถึงยาสามัญประจำบ้านต่าง ๆ ใครเจ็บป่วยปวดเมื่อยระหว่างเที่ยวก็มาหาซื้อยาได้เลย

ของใช้ภายในบ้าน

ชั้นนี้ขายของใช้ภายในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงของใช้สำหรับเด็กเป็นหลัก มีสินค้าหลายอย่างที่ถึงจะไม่ได้อาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นก็ซื้อกลับไปใช้ที่ไทยได้ไม่มีปัญหา โซนนี้น่าจะถูกใจคุณแม่บ้านทั้งหลายไม่น้อยเลย

เสื้อผ้าและเครื่องประดับ

ใครสนใจเสื้อผ้าเครื่องประดับต้องขึ้นมาที่ชั้นนี้ ที่นี่มีหมดทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายทั้งชุดลำลองและชุดทำงาน เสื้อผ้าเด็กเด็ก รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับต่าง ๆ ก็มีพร้อม ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มี 4 ฤดูกาล เสื้อผ้าต่าง ๆ จึงเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ใครไปเที่ยวฤดูไหนก็จะได้เห็นเสื้อผ้าฤดูนั้นมากเป็นพิเศษ เป็นสีสันอีกอย่างนึงของห้างญี่ปุ่นเขาหละ

บริการปลอดภาษีสำหรับนักท่องเที่ยว

และไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ที่อิโต-โยคะโดก็คือเคาน์เตอร์ปลอดภาษี (tax-free) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ ถ้าเพื่อน ๆ ไปซื้อของที่นี่ก็อย่าลืมแวะไปใช้บริการกัน อ้อ อย่าลืมพกสปอร์ตติดตัวไปด้วยนะ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่

นอกจากนี้ที่นี่เค้ายังมีบริการรับส่งของตรงถึงโรงแรม (มีค่าบริการเพิ่มเติม) ดังนั้นต่อให้ซื้อของเยอะแค่ไหนก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหิ้วกลับไม่ไหว สบายหายห่วง!

สาขาที่แนะนำ

อิโต-โยคะโดมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นมากถึง 160 สาขา แต่สาขาเหล่านี้คือสาขาเด่น ๆ ในโตเกียวและฮอกไกโดที่ทั้งเดินทางสะดวกและอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวอีกด้วย

โตเกียว

Ito-Yokado Hikifune (สาขานี้มองเห็นวิวของโตเกียวสกายทรีได้)
เวลาทำการ: 10:00 – 22:00
การเดินทาง: เดินประมาณ 1 นาทีจากทางออก East สถานี Hikifune (Tobu Skytree Line หรือ Tobu Kameido Line) หรือจากทางออก West สถานี Keisei Hikifune (Keisei Oshiage Line)

 

Ito-Yokado Oimachi (หนึ่งในสาขายอดฮิตของนักท่องเที่ยว)
เวลาทำการ: 10:00 – 22:00
การเดินทาง: เดินประมาณ 1 นาทีจากทางออก West สถานี Oimachi (JR Keihin-Tohoku Line, Rinkai Line หรือ Tokyu Oimachi Line)

ฮอกไกโด

Ito-Yokado Ario Sapporo (อยู่ติดกับที่เที่ยวดัง ๆ อย่างเช่นลานเบียร์ซัปโปโร)
เวลาทำการ: 9:00 – 22:00
การเดินทาง: เดินประมาณ 7 นาทีจากสถานี Naebo (JR Hakodate Main Line)

Ito-Yokado Susukino (ตั้งอยู่ถัดจากสุสุกิโนะ ย่านช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของฮอกไกโด)
เวลาทำการ: 10:00 – 21:00
การเดินทาง: เดินประมาณ 1 นาทีจากสถานี Susukino (Sapporo Municipal Subway Namboku Line)

เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งเคยบอกว่า เวลาไปเที่ยวต่างประเทศเขาจะชอบเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซึมซับวัฒนธรรมผ่านสินค้าท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ ถ้าเพื่อน ๆ อยากสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นให้มากขึ้น ลองแวะไปจับจ่ายซื้อของฝากที่ห้างอิโต-โยคะโดกันดูสิคะ นอกจากจะได้ช้อปของฝากจุใจแล้วยังได้ประสบการณ์การซื้อของแบบคนท้องถิ่นที่หาไม่ได้จากที่อื่นด้วยนะ

“ซุปเปอร์ฟู้ดแห่งโอกินาว่า” สุดยอดอาหารที่ทำให้คนโอกินาว่ามีอายุยืนยาว

“ซุปเปอร์ฟู้ดแห่งโอกินาว่า” สุดยอดอาหารที่ทำให้คนโอกินาว่ามีอายุยืนยาว

โอกินาว่าเป็นจังหวัดที่มีผู้สูงวัยอายุมากกว่าร้อยปีที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวนมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในญี่ปุ่น เพราะนอกจากกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงทางจิตใจแล้ว คนโอกินาว่ายังมีสุดยอดอาหารหรือซุปเปอร์ฟู้ดมากมายที่ช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรงด้วย มารู้จักซุปเปอร์ฟู้ดในชีวิตประจำวันของคนโอกินาว่า รวมถึงร้านอาหารและคาเฟ่ที่เสิร์ฟอาหารพื้นเมืองแสนอร่อยและเมนูที่ใช้ซุปเปอร์ฟู้ดเป็นส่วนประกอบกันค่ะ

วัตถุดิบที่จัดเป็นสุดยอดอาหารหรือซุปเปอร์ฟู้ดของคนโอกินาว่า

1. มะระญี่ปุ่น หรือ โกยะ (Goya)

มะระญี่ปุ่น หรือ โกยะ เป็นหนึ่งในผักซุปเปอร์ฟู้ดของคนจังหวัดโอกินาว่าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ได้แก่

1. อุดมไปด้วยสารโมโมดิซิน (Momodicine) ซึ่งเป็นสารให้รสขมในมะระญี่ปุ่น มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและช่วยกระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รสขมในมะระญี่ปุ่นนอกจากจะช่วยฟอกเลือดและช่วยรักษาความดันโลหิตให้คงที่แล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี

2. อุดมไปด้วยพอลีเปปไทด์ พี (polypeptide-P ) และชาแลนทิน Charantin ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและรักษาโรคเบาหวาน

3. มีวิตามินซีซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่ามะนาว 2-3 เท่า อีกทั้งวิตามินซีในมะระญี่ปุ่นยังทนความร้อนได้ดี ซึ่งมีข้อดีคือแม้จะผ่านการจะผัดหรือต้มคุณค่าวิตามินซีก็ยังคงหลงเหลืออยู่

4. มีวิตามินเอ อี บี เค และแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม และแมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความอ่อนเพลียของร่างกายที่เกิดจากความร้อนในหน้าร้อน

การนำโกยะมารับประทานนั้นทำได้ง่าย เพียงนำมาผัดกับเนื้อ ไข่ เต้าหู้ และผักอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้โกยะมีรสขมน้อยลง หรือจะนำมารับประทานเป็นสลัด หรือทอดเป็นเทมปุระก็ได้เช่นกัน

ผัดโกยะแบบญี่ปุ่น
โกยะเทมปุระ

2. โมะซึคุ (Mozuku)

โมะซึคุ เป็นสาหร่ายสีน้ำตาลที่อุดมไปด้วยสารฟุคอยแดน (fucoidan) ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยชะลออัตราการดูดซึมของน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน และความดันโลหิตสูง เป็นต้น นอกจากนี้ข้อมูลการศึกษายังพบว่าการรับประทานโมะซึคุเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและช่วยลดผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดได้

วิธีการรับประทานโมะซึคุนั้นทำได้ทั้งนำมารับประทานกับน้ำส้มเป็นเครื่องเคียง นำมาใส่ในซุปมิโสะ และนำมาทอดเป็นเทมปุระ เป็นต้น

ซุปมิโสะโมะซึคุ
โมะซึคุเทมปุระ

3. มันม่วง หรือ เบนิอิโมะ (Beni Imo)

มันม่วง เป็นมันที่มีรสหวานอ่อนและมีเนื้อสัมผัสอร่อยนุ่มคล้ายครีม นอกจากความอร่อยแล้วมันม่วงยังจัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารที่สูงกว่าบลูเบอร์รี่ เพราะมีทั้งเส้นใยอาหารและปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าบลูเบอร์รี่ประมาณ 4 เท่า การรับประทานมันม่วงเป็นประจำจะช่วยป้องกันและลดอาการโรคหัวใจหลอดเลือด ช่วยควบคุมระดับความดันเลือด และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี ในโอกินาว่ามันม่วงมักมีราคาถูก จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับรับประทานเป็นอาหารคุณภาพเลิศเพื่ออายุที่ยืนยาว

ทาร์ตมันม่วง ของฝากขึ้นชื่อของโอกินาว่า

4. สาหร่ายพวงองุ่น (Umi budou)

สาหร่ายพวงองุ่น จัดเป็นหนึ่งในสาหร่ายที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวโอกินาว่า สาหร่ายชนิดนี้มีแคลอรี่ต่ำ มีเส้นใยอาหารสูง และมีแร่ธาตุที่สำคัญต่าง ๆ ได้แก่ แมกนีเซียม แคลเซียม โพแทสเซียม สังกะสี ไอโอดีน บีต้า แคโรทีน และกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิดที่ไม่พบในพืชบก การรับประทานสาหร่ายพวงองุ่นเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เป็นต้นได้

5. อะไซ (Acai)

อะไซ เป็นพืชในตระกูลปาล์มที่ขึ้นในพื้นที่มีแดดจัดและมีฝนตกตลอดทั้งปีเช่นที่โอกินาว่า ผลอะไซมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร มีเมล็ดแข็งเป็นร้อยละ 95 และมีส่วนของเนื้ออยู่ที่ผิวเปลือกนอกที่รับประทานได้เพียงร้อยละ 5 แม้ว่าจะมีรสชาติหวานจืดและเปรี้ยวน้อย แถมมีรสเฝื่อนจากแอนโทไซยานิน แต่คนโอกินาว่านิยมนำอะไซมารับประทานเนื่องจากเนื้อผลอะไซอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ประมาณ 3 เท่า และมีแร่ธาตุต่าง ๆ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามิน อี บี 1 บี 2 เส้นใยอาหาร น้ำมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 9 การรับประทานอะไซเป็นประจำจะช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอสที่ดีในเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และช่วยชะลอความแก่

วิธีการนำมารับประทานทำได้โดยการนำอะไซพูเร (puree) ซึ่งเป็นซอสข้นหนืดและเนื้อเนียนมาปั่นรวมกับโยเกิร์ตหรือกล้วยเป็นสมูตตี้ แล้วท็อปปิ้งด้วยผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เมล็ดธัญพืช และถั่วต่าง ๆ เป็นต้น

พูเรจากเนื้อผลอะไซ
เครื่องดื่มจากผลอะไซ

6. ชิควาซา (Shikuwaza)

ชิควาซาเป็นส้มขนาดเล็กกลมแป้นที่มีเปลือกบาง ผลแก่มีเปลือกเขียวเข้มคล้ายมะนาว ผลสุกมีเปลือกสีเหลือง แม้ว่าจะมีรสเปรี้ยวมาก ๆ แต่คนโอกินาว่านิยมนำผลแก่ของส้มชนิดนี้มาใช้ปรุงแต่งรสอาหารและนำน้ำส้มมาใช้ประโยชน์มากมาย ส้มชิควาซาเป็นส้มที่อุดมไปด้วยวิตามินซี แคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารประกอบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ที่มีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง ช่วยป้องกันโรคอ้วน ช่วยควบคุมระดับไขมันผิดปกติในเลือด และช่วยป้องกันโรคตับ เป็นต้น มีคำกล่าวกันว่าส้มชิควาซาเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้คนโอกินาว่ามีอายุยืน

ชิควาซากับอุด้ง
ไอศกรีมชิควาซา

7. อะเซโรล่า (Acerola)

อะเซโรล่า เป็นผลไม้ที่มีลักษณะคล้ายเชอร์รี่ มีวิตามินซีในปริมาณที่สูงกว่าส้มถึง 30-80 เท่า นอกจากนี้ยังมีแอลฟา แคโรทีน บีต้า แคโรทีน และแอนโทไซยานินซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การรับประทานอะเซโรล่าเป็นประจำจะช่วยให้ผิวพรรณสวยงามผ่องใส ช่วยชะลอความแก่ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น

น้ำผลอะเซโรล่า

ร้านอาหารและคาเฟ่ที่อยากให้ลองชิมซักครั้งเมื่อไปเยือนโอกินาว่า

อ่านมาถึงตรงนี้เพื่อน ๆ หลายคนน่าจะเริ่มสนใจซุปเปอร์ฟู้ดของโอกินาว่าบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เพื่อไม่ให้ขาดตอนก็จะขอแนะนำร้านอาหารและคาเฟ่ที่อยากให้ลองไปชิมเมื่อไปเยือนโอกินาว่าต่อเลย ซึ่งร้านเหล่านี้แน่นอนว่ามีผักผลไม้ที่เป็นซุปเปอร์ฟู้ดให้ได้ลิ้มลองกันด้วย

1. ร้านอาหาร Emi no Mise (えみのみせ)

นอกจากความอร่อยของรสชาติอาหารพื้นเมืองแห่งโอกินาว่าแล้ว ประวัติความเป็นมาของร้านนี้ก็น่าสนใจมาก เริ่มจากสมัยก่อนที่ไม่สามารถหาซื้อผักได้ง่ายเหมือนอย่างปัจุจบันนี้ สมัยนั้นเหล่าคุณป้าใช้พื้นที่ว่างเล็ก ๆ ปลูกผักและนำผักมาปรุงเป็นอาหาร ความสดของผักทำให้ได้อาหารอร่อยที่นำมาซึ่งจังหวะแห่งชีวิตและความชาญฉลาดในการอยู่ร่วมกับแผ่นดินและทะเล และกลายมาเป็นร้าน Emi no Mise ในที่สุด

ในร้านมีเมนูหลักและเมนูเครื่องเคียงต่าง ๆ ที่ปรุงจากผักปลูกเองที่มีความพิเศษเฉพาะตัว เช่น กลิ่น สี ความเป็นเมือกและความขม มาผสมผสานกันอย่างลงตัวโดยใช้เครื่องปรุงตามฤดูกาลจนได้อาหารที่อร่อยและมีเอกลักษณ์แบบโอกินาว่าแท้ ๆ สำหรับคนที่ชอบอาหารคลีน ร้านนี้จัดว่าเป็นร้านในดวงใจแบบว่าใช่เลย

ที่อยู่ : 61 Okanehisa, Ogimi Village, Kunigami-gun, Okinawa
โทร:  0980-44-3220
เวลาเปิดและปิด:  9: 00 – 17: 00  น. แต่สามารถสั่งอาหารได้ตั้งแต่  11:30-16.00 น.
วันหยุด:  อังคาร พุธและพฤหัสบดี

2. คาเฟ่ Capful (キャプフル)

 

Capful เป็นคาเฟ่หรูที่สามารถมองเห็นขอบฟ้าและทะเลงามในระหว่างที่เพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารได้แทบทุกมื้อ ที่นี่มีเมนูมากหลาย ทั้งสลัดแสนอร่อยที่ใช้วัตถุดิบสดจากตลาดในท้องถิ่น ขนมปัง แซนด์วิช สเต็ก และแฮมเบอร์เกอร์ที่ทำจากเนื้อชั้นดี บรรยากาศในร้านและนอกร้านเป็นแบบเรียบง่ายที่ให้คนรักทะเลได้ใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ ดื่มด่ำไปกับธรรมชาติแสนสวยและรสชาติอาหารอร่อยถูกปาก

ที่อยู่: 1-6-1 Akebono Ishikawa, Uruma City, Okinawa
โทร: 050-5595-1950
เวลาเปิดและปิดร้าน:  7.30-16.00 น. วันจันทร์ถึงพฤหัสบดี และตั้งแต่เวลา 7.30-21.00 น. วันศุกร์ถึงอาทิตย์
วันหยุด:  วันอังคาร

3. คาเฟ่ GOOD DAY COFFEE (グッドディコーヒー)

 

 

คาเฟ่นี้เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มกาแฟหอมกรุ่นพร้อมรับประทานเมนูอาหารเช้าแนะนำที่ชื่อว่า “GOOD DAY BREAKY” ซึ่งจัดเสิร์ฟอะโวคาโด้ เบคอนย่าง และไข่ดาวในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกัน นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูแซนด์วิชร้อน ไก่อบสมุนไพร และเฟรนช์โทสต์ เป็นต้นด้วย ในเวลาทั้งที่เร่งรีบตอนเช้าหรืออยากนั่งพักผ่อนจิบกาแฟช้า ๆ ชมวิวในชุมชนด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย คาเฟ่แห่งนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

ที่อยู่:  178-1 Hamagawa, Chatan-cho, Nakagami-gun, Okinawa
โทร: 090-4470-1173
เวลาเปิดและปิดร้าน:   6.00-15.00 น.
วันหยุด: วันจันทร์

4. คาเฟ่ C & C BREAKFAST

 

คาเฟ่แห่งนี้นำเสนอเมนูอาหารซึ่งเป็นที่นิยมในฮาวายด้วยคอนเซ็ปต์ว่า เมื่อไปเที่ยวก็ต้องรับประทานอาหารเช้าอร่อย ๆ คาเฟ่แห่งนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโอกินาว่า นอกจากอาหารเช้าแสนอร่อยพร้อมด้วยคุณค่าทางอาหารมากล้นอย่างแพนเค้ก เฟรนช์โทส แซนด์วิช ไข่เบเนดิกต์ และสลัดจากวัตถุดิบในท้องถิ่นแล้ว ก็ยังมีเมนูพิเศษคือ Acai Bowl ซึ่งเป็นการนำผลอะไซมาเป็นส่วนผสมในเมนูอาหารให้ได้ลองรับประทานผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์ฟู้ดแห่งโอกินาว่า

ที่อยู่:  Takamine Building 1F 2-9-6 Matsuo, Naha City, Okinawa
โทร:  098-927-9295
เวลาเปิดและปิดร้าน :  9.00-15.00 น. วันจันทร์ อังคาร พฤหัสบดีและศุกร์  และ 8.00-15.00 น. วันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการ
วันหยุด: วันอังคาร

5. Acerola Fresh (アセローラフレッシュ)

 

Acerola Fresh เป็นร้านที่นำผลอะเซโรล่าที่ปลูกเองได้ที่เมืองโมโตบุทางตอนเหนือของเกาะโอกินาว่ามาแปรรูปเป็นน้ำอะเซโรล่าและอะเซโรล่าโฟรเซ่นซึ่งเป็นของหวานขึ้นชื่อของจังหวัด นอกจากนี้ภายในร้านยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากอะเซโรร่า เช่น ผงอะเซโรล่าและพูเรอะเซโรร่าวางจำหน่ายให้เลือกซื้อเป็นของฝากญาติมิตรและคนรักด้วย

ที่อยู่: 52-2 Namizato, Motobu, Kunigami District, Okinawa
โทร: 0980-47-2505
เวลาเปิดและปิดร้าน: 9.00- 17.00 น.

โอกินาว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ทั้งวัฒนธรรมและธรรมชาติ หากไปเยือนโอกินาว่าก็ลองใช้ชีวิตแบบช้า ๆ และรับประทานซุปเปอร์ฟู้ดแสนอร่อยที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของชาวโอกินาว่าดูนะคะ      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

มารู้จักกับนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “มรดกญี่ปุ่น” กันดีกว่า!

มารู้จักกับนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “มรดกญี่ปุ่น” กันดีกว่า!

ทุกคนคงเคยได้ยินและรู้จัก “มรดกโลก” หรือ “World Heritage” กันดีแล้ว แต่เพื่อน ๆ เคยรู้จัก “มรดกญี่ปุ่น” หรือ “Japan Heritage” กันหรือเปล่า? ฟังแค่ชื่ออาจคิดไปว่าก็คงจะเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กัน แต่แค่เน้นไปที่สถานที่หรือสิ่งของที่อยู่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เปล่าเลยค่ะ นิยามของมรดกญี่ปุ่นไม่ได้เหมือนกับมรดกโลกเลย เอาละวันนี้เราไปทำความรู้จักการสิ่งที่เรียกว่า “มรดกญี่ปุ่น” กันดีกว่า

มรดกโลก

“มรดกโลก” คือ สถานที่หรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองจากองค์การ UNESCO เพื่อบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษย์หรือธรรมชาติสร้างขึ้น และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ซึ่งประเทศที่มีสถานที่หรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องและรักษาโบราณสถานดังกล่าว

มรดกญี่ปุ่น

“มรดกญี่ปุ่น” เกิดขึ้นจากการจัดตั้งโดยสำนักงานวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2015 โดยทุกปีทางสำนักงานวัฒนธรรมจะเปิดให้เมือง เขต หมู่บ้านจากทุกจังหวัดในประเทศยื่นใบสมัครเข้ามาปีละครั้ง หากที่ใดได้รับการรับรองให้เป็นมรดกญี่ปุ่นแล้วละก็ สถานที่นั้นก็จะสามารถนำเครดิตการเป็น “มรดกญี่ปุ่น” ไปใช้ประโยชน์เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวหรือกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้

“เรื่องราว” คือ สิ่งสำคัญของมรดกญี่ปุ่น

คาบสมุทรโนโตะ (能登半島) จังหวัดอิชิคาวะ

หัวใจสำคัญในการตัดสินว่าที่ใดจะได้เป็น “มรดกญี่ปุ่น” อยู่ที่ “เรื่องราว” ซึ่งมาตรฐานในการตัดสินก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก่อนอื่นเลยสถานที่หรือสิ่งก่อสร้างที่จะได้เป็นมรดกญี่ปุ่นนั้น จะต้องอยู่ในเมือง เขต และหมู่บ้านในญี่ปุ่น กรณีที่เป็นการยื่นสมัครจากองค์กรท้องถิ่นญี่ปุ่น จะต้องสรุปประวัติศาสตร์ ธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา ขนบธรรมเนียมเหล่านั้นให้เป็น “เรื่องราว” เพียงหนึ่งเดียว และทำให้โบราณสถาน สถานที่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและศิลปะ เทศกาลต่าง ๆ เป็นต้น รวมกันเป็นแพ็กเกจ แล้วทางสำนักงานวัฒนธรรมจะทำการเช็คตามหลัก 5 ประการ คือ ความสนใจที่ลึกซึ้ง การสร้างความฮือฮา ความแปลกหายาก เอกลักษณ์ท้องถิ่น และความเข้าใจได้ง่าย

เมืองคุราชิกิ(倉敷市)จังหวัดโอคายามะ

ทีนี้เพื่อน ๆ ก็น่าจะพอเข้าใจนิยามและคุณค่าของสถานที่และสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “มรดกญี่ปุ่น” กันแล้วนะคะ เมื่อไรที่ได้ไปเที่ยวหรือเยี่ยมชมในที่ที่เป็นมรดกญี่ปุ่น นอกจากจะชื่นชมความสวยงามแล้ว อย่าลืมที่จะซึมซับ “เรื่องราว” ของสถานที่ดังกล่าวกันด้วยนะคะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

เกียวโต เมืองที่คอกาแฟห้ามพลาด

เกียวโต เมืองที่คอกาแฟห้ามพลาด

ถ้าพูดถึงเกียวโต อย่างที่เคยนำเรื่องการบริโภคขนมปังที่มากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ไปแล้ว (ขนมปัง สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนเกียวโต) อีกอย่างหนึ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือ ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่รสชาติไม่เล็กเลย

แชมป์ทั้งมูลค่าการซื้อและปริมาณในการดื่ม

จากตัวเลขสถิติการสำรวจค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในช่วงระหว่างปี 2016-2018 มูลค่าเฉลี่ยของการบริโภคกาแฟต่อครัวเรือนต่อปี (มีสมาชิกในครัวเรือน 2 คนขึ้นไป) เมืองเกียวโตเป็นเมืองที่มีมูลค่าการซื้อกาแฟเพื่อบริโภคเฉลี่ยสูงถึง 8,372 เยนต่อปี (มูลค่าการซื้อทั่วประเทศญี่ปุ่นเฉลี่ยอยู่ที่ 6,301 เยน) และปริมาณน้ำหนักในการบริโภคกาแฟนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3,677 กรัมต่อปี (ปริมาณน้ำหนักในการบริโภคทั่วประเทศญี่ปุ่นเฉลี่ยอยู่ที่ 2,454 กรัม) ทั้งสองตัวเลขเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในญี่ปุ่น

เมืองหลวงเก่ากับการดื่มกาแฟ

คนเกียวโตนิยมดื่มกาแฟ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ในเกียวโตมีร้านกาแฟร้านเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก ในเมืองโอซาก้าหรือในเมืองหลวงโตเกียวจะมีจำนวนของร้านกาแฟมากกว่าในเมืองเกียวโต แต่ตัวเลขนี้จะรวมถึงสาขาของร้านกาแฟรายใหญ่ที่มีสาขาหรือแฟรนไชส์เป็นจำนวนมากในเมืองใหญ่อยู่ด้วย เช่น สตาร์บัคส์, หรือร้านกาแฟ Doutor ที่เป็นร้านแบรนด์ในประเทศที่พบเห็นได้ในทุกที่ของประเทศ เป็นต้น

กาแฟหอมอร่อยร้านดังหลายร้านที่มีสาขาแรก (สาขาใหญ่) ในเกียวโต

ในเมืองเกียวโตมีโรงถ่ายภาพยนตร์ที่เป็นที่รู้จักกันดี (โตเอ สตูดิโอ เกียวโต) ก่อตั้งและเริ่มมีการถ่ายทำภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี 1926 มีคนในแวดวงบันเทิง ทั้งดารา นักแสดง มาทำงานพักอาศัยตั้งแต่ในอดีต จึงมีร้านกาแฟที่เสริฟกาแฟอร่อยบรรยากาศดีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

และนอกจากนั้น เมืองเกียวโตเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ร้านกาแฟไม่ได้เป็นแค่เพียงร้านที่เสิร์ฟกาแฟเท่านั้น แต่กลายเป็นสถานที่ ๆ อาจารย์ นักศึกษา คนที่มีความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ใช้เป็นที่ ๆ ทำการพูดคุยเพื่อหาความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้วัฒนธรรมในการเข้าร้านกาแฟเป็นที่แพร่หลายสำหรับคนเกียวโต

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีร้านกาแฟที่เสริฟกาแฟได้อร่อยมีชื่อเสียงเกิดขึ้นในเมืองเกียวโตหลายร้าน ร้านกาแฟเหล่านี้ในญี่ปุ่นที่เปิดมาตั้งแต่ในอดีตและไม่มีการเสริฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเรียกว่า 純喫茶(JUN KISSA)

วันนี้จะขอแนะนำ 3 ร้านกาแฟ JUN KISSA ชื่อดังที่มีร้านสาขาแรก (สาขาใหญ่) อยู่ในเมืองเกียวโต โดยทุกร้านมีจำหน่ายเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วให้ซื้อกลับไปทานที่บ้านหรือนำไปเป็นของฝากจากเกียวโตได้ด้วย

1. Inoda Coffee

หน้าร้าน Inoda Coffee สาขา Sanjo
กาแฟ Blend ผสมเมล็ดกาแฟสูตรเฉพาะของร้าน

Inoda Coffee เป็นร้านกาแฟชื่อดังที่ไม่ได้มีแต่คนเกียวโตที่รู้จัก เพราะมีคนชอบกาแฟของร้านนี้อยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นของกาแฟร้าน Inoda Coffee จะดริปโดยใช้ถุงผ้ากรองที่จะทำให้ได้รสชาติของกาแฟแบบในอดีตที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้านในปี 1940

2. Maeda Coffee

ด้านหน้าของร้านกาแฟ Maeda
Maeda Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเกียวโต ใกล้กับถนน Karasuma เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1971 โดยกาแฟที่เสริฟในร้านจะเป็นกาแฟที่คั่วเองในร้าน ท่านจะได้กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วตั้งแต่เมื่อมาถึงที่หน้าร้าน นอกจากกาแฟแล้ว Maeda Coffee ยังมีอาหารที่หลากหลายไว้บริการ ทั้งมื้อเช้าที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าขาประจำ และมื้อกลางวันที่เป็นที่นิยมของพนักงานที่ทำงานในละแวกนั้นด้วย

3. Takagi Coffee

หน้าร้าน Takagi Coffee
Takagi Coffee

เป็นร้านกาแฟที่อาจจะยังไม่เก่าแก่มากเหมือนกับ 3 ร้านที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็เป็นร้านที่เปิดให้บริการมานานพอสมควร มีคอกาแฟเป็นจำนวนไม่น้อยที่หลงใหลในรสชาติของกาแฟร้านนี้ นอกจากกาแฟแล้ว ยังมีรายการอาหารให้เลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารชุด หรือชุดขนมปังและแซนด์วิชชนิดต่าง ๆ ด้วย ร้าน Takagi Cofee นี้ไม่มีแยกโซนสูบบุหรี่ในร้าน อาจจะไม่สะดวกสำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่สักเท่าไหร่

ร้านกาแฟสไตล์โมเดิร์นที่กำลังมาแรงไปเปิดร้านสาขาในกรุงเทพ

นอกจากร้านกาแฟ JUN KISSA ที่มีกาแฟรสชาติเข้มข้นสไตล์ดั้งเดิมแบบคลาสสิกแล้ว เกียวโตก็ยังมีร้านกาแฟสไตล์โมเดิลที่กำลังมาแรง อย่างร้าน Kurasu ที่เปิดอยู่ใกล้สถานีเกียวโต หรือ ร้าน %Arabica ที่เปิดสาขาแรกในย่าน Higashiyama ที่ได้รับการตอบรับจากคอกาแฟหนุ่มสาวรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นเป็นอย่างดี ทยอยกันไปเปิดร้านในต่างประเทศ ซึ่งในนั้นก็มีสาขาที่กรุงเทพให้คอกาแฟหนุ่มสาวไทยได้ชิมรสกาแฟรสชาติอร่อยกันด้วย        สล็อตเว็บตรง

 

Kurasu

เปิดร้านสาขาที่กรุงเทพแล้ว ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 26

ร้าน Kurasu Kyoto ใกล้สถานีรถไฟเกียวโต
บรรยากาศในร้าน Kurasu Kyoto
กาแฟร้าน Kurasu Kyoto

%Arabica

ไปเปิดร้านที่กรุงเทพแล้ว ที่ Iconsiam

ร้าน %Arabica สาขา Arashiyama
กาแฟ %Arabica